Translate

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อ่างศิลา

ทอดน่อง เดินชิม เยือนถิ่นประมง ชมตลาดเก่าอ่างศิลา 133 ปี


ทอดน่อง เดินชิม เยือนถิ่นประมง ชมตลาดเก่าอ่างศิลา 133 ปี
อ่างศิลา เป็นตำบลหนึ่งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี เนื่องจากมีร้านอาหารทะเลให้เลือกหลากหลายตลอดเส้นทางทางหลวงแผ่นดิน 3134 ซึ่งแยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 ตรงตำบลเสม็ด อ่างศิลา ไปจนถึงเขาสามมุข รวมระยะทาง 9.12 กิโลเมตร   อีกทั้งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยนางรมและหอยแมงภู่ และเป็นแหล่งทำครกหินอันขึ้นชื่อ แต่เดิมนั้นชาวจีนแต้จิ๋วซึ่งอพยพเข้ามาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้นำหินเนื้อละเอียดที่มีอยู่มากมายแถบอ่างศิลามาแกะสลักเป็นลูกนิมิตร จากนั้นก็แกะเป็นครกบ้าง โม่หินบ้าง ตุ๊กตาแต่งสวนบ้าง   ปัจจุบันอ่างศิลาจึงเป็นแหล่งซื้อหาของฝาก ของที่ระลึก ของใช้ ของตกแต่งบ้าน  อาหารพื้นเมือง อาหารทะเลสดและอาหารทะเลแปรรูป
อ่างศิลาเป็นหมู่บ้านชายทะเล ชาวชุมชนส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพตามทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น อาชีพประมงจับสัตว์ทะเล การแปรรูปอาหารทะเล การเพาะเลี้ยงหอย
 
ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงหอยนางรมและหอยแมลงภู่จำนวนมาก จึงเกิดอาชีพรับจ้างแกะเนื้อหอย ค่าจ้างตามผลงานจึงจูงใจลูกจ้างให้ขยัน อาศัยการฝึกฝนทำบ่อย ๆ จึงเกิดความชำนาญ วันหนึ่ง ๆ สามารถแกะหอยได้หลาย ๆ กิโลกรัม หอยนางรมจำนวนมากนี้มีมากพอสำหรับขายในท้องที่และยังส่งขายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ด้วย
 
  เรือประมงลำน้อย ออกสู่ทะเลกว้างแต่เช้าเพื่อแสวงหาทรัพยากรในทะเล อาทิ ปลา ปู กุ้ง กั้ง หมึก ปริมาณที่จับได้ใช้เพียงกำลังคน พอขายได้เลี้ยงชีพ  เมื่อตะวันคล้อยก็กลับเข้าฝั่ง ชีวิตประมงพื้นบ้านที่เรียบง่ายดังสำนวน หาเช้ากินค่ำ
สำหรับตลาดอ่างศิลาเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2419 จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 133 ปีแล้ว  เทศบาลตำบลอ่างศิลา และชุมชนชาวอ่างศิลา ได้ร่วมกันพัฒนาตลาดอ่างศิลา เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี ภายใต้ชื่อโครงการ ตลาดเก่าอ่างศิลา 133 ปี โดยเริ่มเปิดตลาดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 และเปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด ตั้งแต่เวลา 10.00 -18.00 น. ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป
 ภาพแผนที่ท่องเที่ยวตลาดเก่าอ่างศิลา 133 ปี ข้อมูลจากเทศบาลตำบลอ่างศิลา
 
ภาพสถานที่จอดรถเพื่อเดินชมตลาดเก่าอ่างศิลา  3 แห่ง คือ บริเวณตลาดสะพานปลาอ่างศิลา  โรงเรียนชลราษฎรอำรุง2  และวัดอ่างศิลา
 
จากการไปเยี่ยมเยือนในช่วงวันหยุดสองสัปดาห์แรกของการเปิดตลาดเก่าอ่างศิลา ผมพบว่าการจราจรบริเวณดังกล่าวเคลื่อนตัวได้ช้า เนื่องจากนักท่องเที่ยวนำรถไปจอดริมฟุตบาททำให้เสียช่องทางเดินรถไปอย่างน้อยสองเลน (นับทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก) ทั้ง ๆ ที่มีป้ายบอกทางไปสถานที่จอดรถและมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่จอดรถ
เทศบาลตำบลอ่างศิลา ได้จัดเตรียมสถานที่จอดรถเพื่อเดินชมตลาดเก่าอ่างศิลา  3 แห่งด้วยกัน คือ บริเวณสะพานปลาอ่างศิลา  โรงเรียนชลราษฎรอำรุง2  และวัดอ่างศิลา ฝากนักท่องเที่ยวจอดรถในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ด้วยครับ จะได้ไม่ทำความเดือดร้อนให้เพื่อนที่ร่วมใช้รถใช้ถนน
ผมถือโอกาสนี้ ใช้ประสบการณ์ตรง นำท่านผู้อ่าน เดินเท้าท่องเที่ยวย่านอ่างศิลา ใน 1 วัน ดังนี้ครับ
ถ้านำรถส่วนตัวมา ให้นำไปจอดที่โรงเรียนชลราษฎรอำรุง2 มีร่มไม้ให้ร่มเงา รถของท่านจะโดนแดดเผาแต่น้อยครับ  จากนั้นให้เตรียมร่มและแว่นกันแดดไปด้วย เดินลงเนินไปทางซ้ายทิศทางเดียวกับไปสะพานปลาอ่างศิลา ไปสักการะบูชา “ศาลเจ้าแม่หินเขา” เป็นอันดับแรก
เดินถ่ายรูปชมวิว รับลมทะเล เดินเลาะชายหาดไปเรื่อย ๆ บรรยากาศดีมาก มีคู่บ่าวสาวหลายคู่ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นสตูดิโอถ่ายภาพกลางแจ้ง เนื่องในโอกาสสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตคู่
 บริเวณนี้จะมองเห็น สถาปัตยกรรมตะวันตกสูง 2 ชั้น ทรงปั้นหยา จำนวน 2 หลัง คือ ตึกมหาราชและตึกราชินี
ประวัติตึกมหาราชและตึกราชินี
“อ่างหิน” ในสมัยพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เป็นสถานตากอากาศยอดนิยมของชาวบางกอกและชาวต่างประเทศ จึงได้มีการเรียกชื่ออ่างหินให้เป็นสากลว่า “อ่างศิลา”
สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ อ่างศิลาเป็นสถานตากอากาศและสถานที่พักฟื้นของเจ้านายชั้นสูง และได้เสด็จประพาสอากาศที่สามมุขเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๒  คัดจากหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ แต่งโดยเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) พิมพ์ครั้งที่ ๖.  ๒๕๔๘ หน้า ๑๔๘ ความว่า
             “ครั้นมาถึง ณ วันพุธ เดือนยี่ ขึ้น ๑๒ ค่ำ (๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๒) เสด็จพระราชดำเนินลงเรือพระที่นั่งมณีเมขลาใช้จักรจากท่านิเวศวรดิฐไปประพาสอากาศที่สามมุข แล้วเสด็จกลับทางปากน้ำบางปกง ทอดพระเนตรเขาดิน แล้วก็เสด็จขึ้นไปตามลำน้ำถึงเมืองปราจีนบุรี แล้วก็เสด็จกลับเข้าพระนคร”
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สร้างตึกใหญ่สำหรับให้ต่างชาติที่เจ็บไข้อยู่รักษาตัว  เล่มเดิม หน้า ๒๙๖
              “ที่อ่างศิลา  แขวงเมืองชล อากาศดี โปรดให้ทำที่ประทับแห่งหนึ่ง ได้ทำแต่อิฐปูนขึ้นไว้กับถมสะพานศิลาเป็นถนนออกมาสายหนึ่ง พณหัวเจ้าท่าน เจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ ที่สมุหกระลาโหมสร้างตึกใหญ่ขึ้นไว้หลังหนึ่ง เพื่อจะให้พวกยุโรปที่เจ็บไข้ไปอยู่รักษาตัวตากอากาศ ที่นั้นเป็นการบุญ แลที่ตลาดหลังเขาสามมุกนั้น โปรดให้ทำพลับพลาเป็นที่ประพาสขึ้นไว้หมู่หนึ่ง ให้ถมศิลาเป็นถนนออกมาสายหนึ่ง…”
 หนังสือพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ กล่าวถึงตึกที่สร้างไว้ว่า “ตึกอาไศรยสถาน”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสอ่างศิลาหลายครั้งและทรงโปรดปรานมาก ดังปรากฎในพระราชนิพนธ์จดหมายเหตุ ฉบับวันที่ ๙ มกราคม ๒๔๑๙ ว่า
“…ที่อ่างศิลาเป็นที่สนุกแลเป็นที่สบายมาก เราอยากใคร่อยู่นาน ๆ แต่ไม่ใคร่จะมีเวลาจะไปอยู่พ้น ๑๐ วันเลย…”
จากหนังสือย้อนรอยเจ้าจอมก๊กออ ในรัชกาลที่ ๕ แต่งโดย ดร.กัณฑาทิพย์ สิงหะเนติ หน้า ๑๘ กล่าวถึง เจ้าพระยาภานุวงศ์ มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค)ว่า เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสต่างประเทศครั้งแรกที่ชวาและอินเดีย เจ้าพระยาภาณุวงศ์ก็ได้ตามเสด็จด้วย เมื่อทรงเสด็จประพาสพระพุทธบาทและเสด็จต่อไปยังนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และประทับที่อ่างศิลา   เจ้าพระยาภานุวงศ์ สร้างตำหนักขึ้นที่อ่างศิลาปลายปี พ.ศ. ๒๔๑๕ แล้วทำถนนจากอ่างศิลาไปชลบุรีและบ่อน้ำร้อนบางพระ ตำหนักที่อ่างศิลานี้เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพาเจ้านายและข้าราชการฝ่ายในไปตากอากาศอีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากที่บางปะอิน คณะทูตานุทูตชาวต่างประเทศต่างก็นิยมไปพักฟื้นรักษาตัว หรือตากอากาศที่อ่างศิลานี้เช่นกัน  เจ้าพระยาภาณุวงศ์ชอบปลูกไม้ผลโดยเฉพาะมะม่วง จึงปลูกมะม่วงไว้รอบตำหนักอ่างศิลา
                 ชัย เรืองศิลป์ บรรยายถึงตำหนักที่เจ้าพระยาภาณุวงศ์สร้างที่อ่างศิลาไว้ในหนังสือยอดคน (พ.ศ. ๒๕๔๒) หน้า ๑๘๐ ว่า
               “ตำหนักที่เจ้าพระยาภาณุวงศ์สร้างเป็นตึกแบบฝรั่งสองชั้น ใช้เครื่องตกแต่งล้วนแต่ของฝรั่งทั้งสิ้น บันไดขึ้นตำหนักก่อด้วยอิฐ วางกระถางต้นไม้ดอกตามขั้นบันไดทุกๆ ขั้น ขั้นละสองกระถาง ที่เฉลียงหน้าตำหนักก็วางกระถางต้นไม้ดอกเช่นเดียวกัน รอบตำหนักปลูกมะม่วง ทำที่นั่งรอบต้นมะม่วงบางต้น ทางด้านใต้ของตำหนักปลูกบ้านหลายหลัง สำหรับเจ้านายผู้หญิงและพวกข้าราชการฝ่ายในอยู่ มีรั้วไม้ไผ่ล้อมตำหนักและบ้านพัก ทางด้านตะวันออกของตำหนักเป็นสวนมะม่วง มีบ้านพักตากอากาศอยู่กลางสวนสำหรับให้พวกฝรั่งไปพักตากอากาศ รอบสวนมีมะม่วง มีกรงนก และกรงขังสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด” 
ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ สมเด็จพระนางเจ้าศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ (ขณะนั้นทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ารัชกาลที่ ๕ ขณะเสด็จประพาสยุโรป) ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ปฏิสังขรณ์อาคารทั้งสองหลัง และพระราชทานนาม อาคารหลังใหญ่ว่า “ตึกมหาราช” และอาคารหลังเล็กว่า “ตึกราชินี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในมงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา
มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้ประชวรพระโรคปอดในระยะเริ่มแรก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จจากพระบรมมหาราชวัง ไปประทับรักษาพระองค์ ณ อ่างศิลา และโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นตามเสด็จไปถวายการรักษาพยาบาลด้วย (จากหนังสือ ดารารัศมี โดยนงเยาว์ กาญจนจารี หน้า ๕๗)
อาคารสถาปัตยกรรมโบราณสีขาว เรียก ”ตำหนักมหาราช” หรือ “ตึกมหาราช” เป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในจัดแสดงประวัติอ่างศิลาและท้องถิ่นต่าง ๆ ในชลบุรี
อาคารสถาปัตยกรรมโบราณสีแดงชมพู เรียก ”ตำหนักราชินี” หรือ “ตึกราชินี” ภายในแสดงนิทรรศการภูมิปัญญาชาวบ้านและจัดแสดงภาพเก่าของอ่างศิลา
แต่เดิม ชาวบ้านจะเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า อ่างหิน หรือ อ่างศิลา  แต่ก่อนที่จะมีการเรียกอย่างเป็นทางการนั้น พื้นที่แห่งนี้มีจุดเด่นคือ มีแผ่นหินศิลา เป็นเนินลาดสูง และมีแอ่งเก็บน้ำอยู่ 2 แห่ง โดยชาวบ้านจะใช้อ่างน้ำหินดังกล่าวกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในยามขัดสน และใกล้ๆกันนั้นจะมีสิ่งที่ชาวบ้านให้ความเคารพสักการบูชาก็คือ รอยพระพุทธบาท
  เดิมตลาดเก่าอ่างศิลานั้น มีเส้นทางคมนาคมสายเดียว โดยมีการก่อสร้างครั้งแรกในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี พ.ศ. 2501 จนมีการเชื่อมโยงต่อยาวไปถึง เขาสามมุข ต.แสนสุข
อันดับต่อไป นำชมตลาดเก่าอ่างศิลา 133 ปี  ในส่วนของอาคารไม้เก่า ๆ ยังพอมีให้เหลือเค้าของความเป็นตลาดเก่าอยู่บ้างครับ แต่ก็ถูกบดบังด้วยร่มขนาดใหญ่หลากหลายสีรวมทั้งถูกบังด้วยผ้าเต้นท์บังแดดที่แข่งกันโฆษณาสินค้าของเหล่าสปอนเซ่อร์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย  บางอาคารก็เปลี่ยนจากบ้านไม้กลายเป็นอาคารคอนกรีตซึ่งก็เป็นเรื่องปกติและพบเห็นได้ทั่วไปแทบทุกจังหวัดที่ความเจริญเข้าถึง  หากจะให้คะแนนจากจำนวนเต็มสิบ ด้านความประทับใจในความเก่าของอาคารสถานที่ ผมคงให้แค่ 5 คะแนน ครับ
สินค้าที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นสินค้าบริโภค ครับ  เช่น อาหารสำเร็จรูป ขนมหน้าถั่ว ขนมครก ทอดมัน ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ข้าวต้มปลา ห่อหมก หมึกย่าง ปูนึ่ง กั้งดองน้ำปลา แมงกระพรุนลวกจิ้ม ขนมเทียนสบัดงา ขนมข้าวตอก ขนมข้าวตู น้ำแข็งกด ฯลฯ  มีสินค้าอุปโภคบ้าง เช่น เสื้อผ้า เครื่องจักสาน ครกหิน
คะแนนอัธยาศัยไมตรีของแม่ค้า พ่อค้า ชาวตลาดเก่าอ่างศิลา ผมให้ 10 คะแนนเต็ม เนื่องจากเดินไปก็แวะซื้ออาหารเป็นส่วนใหญ่ แต่หาสถานที่นั่งกินไม่ได้ซักที ท่านเจ้าของร้านคงเห็นผมหอบถุงพะรุงพะรังเลยเชื้อเชิญให้เข้ามานั่งในร้านก่อน  เมื่อเข้าไปสั่งอาหารรับประทานจะมีน้ำดื่มบริการฟรี เป็นน้ำใจเล็กน้อยจากเจ้าของร้านแต่ลูกค้าอย่างผมซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ร้านห่อหมกแม่เนือง ห่อหมก 100 ปี ปลาอินทรีย์ อ่างศิลา  คุณยายเนืองเปิดห่อหมกให้ชิมฟรีเป็นห่อ ๆ ได้ใจผมไปเต็ม ๆ   คุณยายเนืองปัจจุบันอายุ 73 ปี ขายห่อหมกมานาน คนอ่างศิลารู้จักกันดี  แต่คนที่อื่นไม่รู้จักคุณยายแน่  เลยต้องแจกห่อหมกให้ชิม คุณยายมั่นใจว่าเมื่อลูกค้าได้รู้รสชาติห่อหมกแม่เนืองแล้วต้องตัดสินใจซื้อแน่
รูปถ่ายเก่าเก็บ สมัยคุณยายยังสาว
คุณยายเนืองมีน้ำใจเชิญให้ไปนั่งในร้านลูกชาย “นายดาบ” ที่เปิดขายออส่วน และยังแนะนำร้านขายปูทะเลสด ปลาทะเลสด ราคาเยาว์ของน้องคนสุดท้อง แม่ค้าใจดีครับซื้อปูสดนึ่งฟรีไม่คิดตังค์  เสาร์อาทิตย์นี้ใครกำลังมองหาอาหารทะเลสดเพื่อไปปรุงกันเองเมื่อไปเที่ยวทะเลใกล้กรุงเทพฯ เช่น บางแสน พัทยา เกาะล้าน ผมแนะนำให้มาเลือกซื้ออาหารทะเลสดที่ตลาดเก่าอ่างศิลา 133 ปี ราคาไม่แพง สดจริง ๆ ถูกใจครับ
ร้านค้าย่าน”ศาลเจ้าปุนเถ้ากง” มีอาหารที่เด่น ๆ ได้แก่ “ฮื่อแซ”  เป็นอาหารจีนแต้จิ๋ว รู้จักกันดีว่าเป็น “ปลาดิบจีน” ปกติหาคนทำยากต้องไปรับประทานตามภัตาคารจีน มีส่วนผสมคือ ผักสด คลุกเคล้าด้วยปลากุแลสดหั่นบาง ราดน้ำยำออกเปรี้ยวเค็มหวาน  หอมกลิ่นถั่วคั่วและข่า โรยหน้าด้วยหมี่กรอบ  บางสูตรอาจใช้หอยนางรมสดหรือกุ้งสดแทนเนื้อปลา
 
ร้านปรีชากาแฟโบราณ มีเครื่องดื่มร้อน-เย็นตามแต่จะสั่ง ที่สำคัญมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งพักเหนื่อยคลายร้อน  คุณสุดใจเจ้าของร้าน เป็นหนึ่งในแม่ค้าที่ได้ใจผมไปอีกแล้ว พี่สุดใจเปิดเผยข้อมูลว่า ชาวบ้านที่นี่เขาจะซื้อกุ้ง ปู กั้ง จากเรือประมงซึ่งจะเข้าฝั่งตอนเย็น ๆ จะได้อาหารทะเลสดกว่าไปซื้อที่ตลาดสะพานปลาตอนเช้า-สาย   ผมเห็นด้วยครับ โดยเฉพาะราคาขายอาหารทะเลที่แม่ค้าสะพานปลาตั้งราคานั้นค่อนข้างสูง ต่างจากราคาที่ชาวประมงนำมาขายให้ชาวบ้านมาก
เจ้าจ๋อเหล่านี้เป็นสัตว์คู่วิวาทกับชาวตลาดอ่างศิลามานานแล้ว ผมเก็บภาพได้ขณะนั่งอยู่ที่ร้านปรีชากาแฟ  ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าก่อนเปิดเป็นตลาดเก่า 133 ปี มีลิงเยอะมาก เจ้าหน้าที่เขาต้องการกำจัดลิงจึงเอากรงใส่ของกินไว้ข้างในหวังจะให้ลิงเข้าไปแล้วปิดกรงขังไว้  ปรากฎว่าได้ลิงไป 3 ตัวเท่านั้น  ลิงตัวอื่นพอเห็นเพื่อนถูกจับมันก็ไม่เข้ากรงแต่ใช้วิธีเอื้อมมือไปหยิบแทน สุดท้ายเจ้าหน้าที่จึงใช้วิธียิงลูกดอกอาบยาสลบแทนจึงจับลิงได้เพิ่ม  พี่ ๆ น้อง ๆ แถวนี้ แข่งกันเล่าเรื่องลิงอย่างสนุกสนาน เจ้าจ๋อตัวแสบชอบพาพวกมาขโมยของกินในบ้าน เช่น ผลไม้ ขนม บางตัวเปิดตู้เย็นได้ด้วย  บางตัวสามารถเปิดขวดนมแย่งนมเด็กกินอีกตั้งหาก  แสบกว่านี้คือลิงมันกระโดดลงไปเล่นน้ำในบ่อที่เขากักเก็บน้ำฝนไว้ใช้  ผมเลยเดินตามลิงตัวนี้ไปหวังจะเก็บภาพลิงหัวดีซัก 2-3 ภาพ แต่ไม่เจอตัวเสียแล้ว  แต่ได้เก็บภาพวิถีชีวิตถิ่นประมงแถบนี้มาแทน บ่อซีเมนต์ในรูปใช้ดองแมงกระพรุน ซึ่งทำกันช่วงสั้น ๆ แมงกะพรุนจะมีมากและขึ้นมาลอยเต็มทะเลให้ใช้สวิงช้อนตักง่าย ๆ   ในแต่ละท้องถิ่นจะมีฤดูจับแมงกะพรุนต่างกันไปขึ้นกับคลื่นลมที่จะพัดแมงกะพรุนเข้าใกล้ชายฝั่ง
ขั้นตอนการแปรรูปแมงกะพรุน แมงกะพรุนเสื่อมสภาพเร็วมากเพราะเซลล์ประกอบไปด้วยน้ำ 80% จึงต้องรีบแปรรูปทันทีที่จับมาได้  อันดับแรกจะทำการแยกส่วนที่เป็นร่มวงกลม และส่วนแขน 4 แขนซึ่งเราเรียกว่าขาของแมงกะพรุน ออกจากกัน ล้างเมือกและอวัยวะภายในออก ทำความสะอาด แช่ในน้ำสะอาด 12 ชั่วโมง จากนั้นหมักด้วยเกลือและสารส้ม ประมาณ 2-3 วัน แมงกะพรุนจะเริ่มแห้ง  ดองด้วยเกลืออย่างเดียว 3-5 วัน  เมื่อดองได้ที่จึงนำมาลดความเค็มล้างและแช่ด้วยน้ำ 1- 2 วัน เตรียมปรุงเป็นอาหารบริโภคได้  แมงกะพรุนคุณภาพดีจะมีสีขาวถึงสีขาวขุ่น แมงกะพรุนที่คุณภาพไม่ดีจะมีสีคล้ำสีน้ำตาล  การทำแมงกระพรุนแห้งต้องนำไปผึ่งในที่ร่มให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วอัดลงถังใส่เกลือเป็นชั้น ๆ เตรียมส่งออก  แมงกะพรุนสด 30 กิโลกรัมจะได้แมงกะพรุนแห้ง 1- 2 กิโลกรัม
“แมงกะพรุนลอดช่อง” มีขนาดเล็ก เมื่อผ่านการดองและทำให้จืดแล้ว นิยมบริโภคโดยนำมาลวกในน้ำเดือดจิ้มกับน้ำจิ้มที่ปรุงจากพริกขี้หนูสด กระเทียม ถั่วตัดใส่พอประมาณโขลก เข้าด้วยกัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว จะได้รสชาติกรุบกรอบของแมงกะพรุนกลมกล่อมด้วยน้ำจิ้มถั่วเปรี้ยวเค็มหวานมัน และเป็นที่นิยมใส่เป็นส่วนประกอบของเย็นตาโฟ
“แมงกะพรุนหนัง” เป็นที่นิยมของตลาด เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ จึงเป็นสินค้าสำหรับส่งออกในรูปแมงกะพรุนแห้งเป็นส่วนใหญ่เพราะได้ราคาดี  แต่ก็มีให้ชาวไทยได้บริโภคโดยนำแมงกะพรุนหนังที่ทำความสะอาดแล้วมาแช่ในน้ำเปลือกไม้อินทรี หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “นนทรีป่า” น้ำที่แช่เปลือกไม้อินทรีจะมีสีแดงชมพู มีรสฝาด แต่เมื่อนำแมงกะพรุนหนังมาแช่ไว้ 1 คืน จะทำให้ผิวของแมงกะพรุนหนังมีความกรอบยิ่งขึ้น แมงกะพรุนมีสีแดงอมชมพู สามารถรับประทานกับน้ำจิ้มถั่วเช่นเดียวกัน จะได้รสชาติของแมงกะพรุนหนังที่กรอบนอกแต่นุ่มเนื้อเจลลี่ด้านใน เมื่อผสมกับรสเปรี้ยวเค็มมันของน้ำจิ้มถั่ว เคี้ยวเพลินทีเดียว
จากบทความเรื่อง แมงกะพรุน: อาหารใหม่สำหรับประเทศตะวันตก โดย รศ.วิเชียร ลีลาวัชรมาศ ภาควิชาเทคโนโลยี่ชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึง ชาวจีนเชื่อว่าแมงกะพรุนรักษาโรคเก๊าต์ (Gout), เส้นเลือดอุดตัน, หลอดลมอักเสบ, ลดความดันโลหิต, ผิวนุ่มนวล  ส่วนชาวเกาหลีใต้โฆษณาว่าแมงกะพรุนสามารถลดน้ำหนักทำให้ผิวสวย  ชาวอบอริจิ้น ออสเตรเลีย ใช้แมงกะพรุนรักษาแผลไฟลวก  อย่างไรก็ตามยังไม่มีเอกสารยินยันว่าแมงกะพรุนสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้   อย่างไรก็ดี โปรตีนในแมงกะพรุนส่วนมากเป็นคอลลาเจน (Collagen)  ประกอบด้วย glycine, hydroxyproline, hydroxy lysine  ซึ่งวงการแพทย์ก็ให้ความสนใจกับคอลลาเจนอย่างกว้างขวาง  เร็ว ๆ นี้ นักวิจัยจากฮาร์วาร์ด ได้ใช้คอลลาเจน II สกัดจากกระดูกไก่ รักษาผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์ rheumatoid arthritis ได้ผลดี    ฝากนักวิจัยไทย ศึกษาคอลลาเจนจากแมงกะพรุนในน่านน้ำทะเลไทยด้วยนะครับ
ขอบคุณเจ๊เล็ก ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ถ่ายภาพประกอบ
ภาพสินค้านานาชนิด ที่วางขายช่วงวันเสาร์อาทิตย์ บนถนนตลาดเก่าอ่างศิลา
 มาสะดุดกับกระทงใบตองใส่ข้าวสวยของน้องสาวครูเพ็ญพรรณอย่างจัง ถ้าเป็นคนต่างถิ่นเช่นผมก็คงสงสัยว่าอาหารชนิดนี้คืออะไร คำตอบคือ “ข้าวขยำเนื้อปู” อาจารย์เพ็ญพรรณอธิบายเพิ่มเติมว่า เด็กและผู้ใหญ่ที่โตมาแถบนี้รู้จักข้าวขยำกันทั้งนั้น พ่อแม่ที่มีลูกมาก จะแกะเนื้อปูนึ่งและเนื้อปลาทอด นำมาคลุกกับข้าวสวย เตรียมไว้เป็นหม้อ ๆ ลูกคนไหนหิวก็จัดการตักใส่จานเพิ่มรสชาติด้วยน้ำยำง่าย ๆ ทำจากพริกซอย หัวหอมซอย มะม่วงสับ เติมน้ำปลา มะนาว น้ำตาล ให้มีรสเค็มเปรี้ยวนำ ตามด้วยหวานนิด ๆ อาหารหน้าตาธรรมดานี่แหละก็เลี้ยงให้โตกันมาได้  แล้วก็ยกตัวอย่างครอบครัวของอาจารย์ พี่น้องรับราชการกันทุกคน ปัจจุบันหลานสาวก็เป็นอาจารย์และมีดีกรีเป็นถึงด๊อกเตอร์ทางวิศวเคมี
 ”ปลาคก” เป็นอาหารพิ้นเมืองของชาวชลบุรี ทำจากปลาตะเพียนต้มกับผักกาดดอง ตะไคร้ กระเทียม พริกแห้งและเกลือ ใส่ปลาไว้บนสุด เคี่ยวบนไฟอ่อนๆ รวมกันกับน้ำเป็ดพะโล้ สำหรับรับประทานกับข้าวต้มหรือข้าวสวย  ข้อมูลจาก http://intranet.m-culture.go.th/chonburi/food.html   อาจารย์เพ็ญพรรณเล่าเพิ่มเติมว่า ปลาคกครูเพ็ญพรรณที่ขายทุกเสาร์-อาทิตย์ ใช้เวลาเคี่ยวนาน 3 วัน
ร้านขนมคุณยาย เป็นร้านขนมโอทอปของอ่างศิลา มีขวดโหลใส่ขนมวางขายอยู่หน้าร้านทุกวัน ชื่อขนมบางอย่างเด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่คุ้นหูนักหรือแทบไม่รู้จัก อาทิ “ข้าวตู” “พิมข้าวตอก” “โสมนัส”  แต่ที่ผมชอบมาก ๆ คือเป็นของใช้ที่เก็บไว้ในตู้โชว์ ซึ่งเจ้าของร้านก็ใจดีให้เข้าไปชมและถ่ายรูปได้ และกรุณาเล่าให้ฟังว่าบรรพบุรุษท่านสะสมไว้ เช่น เครื่องถ้วยลายคราม เครื่องทองเหลือง แผ่นเสียงเก่า ๆ มีเพลง “ฟ้าสางที่อ่างศิลา” ของสุเทพ วงศ์กำแหง เก็บไว้ด้วย  เดิมร้านนี้ผลิตยานัตถุ์จำหน่าย ชื่อว่า ยานัตถุ์แม่ลำดวน อ่างศิลา ปัจจุบันไม่ได้ผลิตแล้ว แต่อุปกรณ์การทำยานัตถุ์ยังเก็บไว้ สามารถขอชมได้ครับ
 
 เข้าใจว่าเป็น ร้านจำหน่ายครกอ่างศิลา
เมื่อเดินช้อปปิ้งซีฟู้ดมาถึงสุดถนนคนเดิน บริเวณสมาคมประมง ให้สังเกต”ศาลเจ้าแม่รำไพ” จะมีป้ายบอกทางเดินไปชม”วังค้างคาว”  ระยะทาง 500 เมตร มีค้างคาวแม่ไก่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนจำนวนมาก รวมทั้งมีนกชนิดต่าง ๆ มาจับคู่ผสมพันธุ์ เช่น นกกระยางขาวคอยาว นกอพยพอื่น ๆ
คะแนนความประทับใจของการจัดการพื้นที่ชมค้างคาว ผมไม่อยากให้คะแนนเลยครับ  เนื่องจากค้างคาวเป็นสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืนและพักผ่อนตอนกลางวัน อาศัยเกาะกิ่งไม้ห้อยหัวตามป่าโกงกาง  ผมสังเกตุว่าป่าโกงกางที่ค้างคาวแม่ไก่ไปเกาะนั้นเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลมีรั้วล้อมรอบ นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นค้างคาวได้ระยะไกล แต่ถ้าต้องการเข้าไปชมอย่างใกล้ชิดจะทำได้ลำบากครับเพราะป่าโกงกางถูกล้อมไปด้วยสิ่งก่อสร้าง บ้านเรือน กำแพง ถ้าใครมีกล้องส่องทางไกลแนะนำให้เตรียมไปด้วยหรือไม่อย่างนั้นก็ต้องยอมจ่าย 5 บาทเพื่อผ่านเข้าไปในที่ส่วนบุคคลเพื่อชมค้างคาวให้ใกล้
 สำหรับท่านที่สนใจรอชมฝูงค้างคาวแม่ไก่บินออกหากินเป็นฝูง ต้องรอชมช่วง 18.00-19.00 น. ค้างคาวที่อ่างศิลาจะบินไปหากินไกลถึงจังหวัดระยอง สามารถมองเห็นได้จากถนนทั้งสองฝั่งบริเวณวัดอ่างศิลา  และจะบินกลับมาเวลาประมาณ 4.00 น. จวนฟ้าสาง
ผมเห็นว่าหากเทศบาลตำบลอ่างศิลาและชุมชนชาวอ่างศิลาต้องการพัฒนาวังค้างคาวและตลาดเก่าอ่างศิลาแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ต้องมีมาตรการอนุรักษ์ป่าชายเลนให้เข้มแข็ง เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าป่าชายเลนคือสิ่งมีชีวิตที่สำคัญของระบบนิเวศน์ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อนก่อนที่จะเติบโตไปแหวกว่ายในทะเลให้เราจับมากิน ในขณะเดียวกันต้องมีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและอนามัย เช่นให้มีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยทิ้งลงทะเล   ทางการและชาวชุมชนต้องร่วมมือร่วมใจพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ลดประโยชน์ส่วนตนและทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้มาก คนท้องถิ่นเองก็อยู่อย่างมีความสุข นักท่องเที่ยวก็เที่ยวด้วยความสบายใจ
วัดอ่างศิลา 
หากยังมีแรงเหลือ เชิญเข้าวัดกันต่อ “วัดอ่างศิลา”  อดีตเจ้าอาวาสวัดอ่างศิลาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีคือ พระครูวิสุทธิสมาจาร (หลวงปู่ศรี) ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดพระปิดตายันต์กระบองไขว้ และวัตถุมงคลอีกหลากหลายเช่น รูปหล่อเหรียญรูปดาว และแหวน    วัดอ่างศิลาได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
                 หนังสือเมืองโบราณ ปีที่ ๒๘ ฉ ๒ เม.ย.- มิ.ย. ๒๕๔๕ บทความ “วัดอ่างศิลา…วันเวลาที่ผ่านพ้น” ของคุณกมลศักดิ์ สรลักษณ์ลิขิต กล่าวไว้ดังนี้
                 วัดอ่างศิลามีอุโบสถสองหลัง คือ อุโบสถเดิมหรือที่เรียกกันว่า “วัดใน” ขนาดไม่ใหญ่นัก มีเสาลอย ไม่มีการตกแต่งหัวเสาหรือลวดลายใด ๆ หน้าบันมีภาพเขียนพุทธประวัติ ภายในอุโบสถมีภาพเขียนที่งดงาม องค์พระประธานเป็นพระพุทธรูปแบบอยุธยา
เมื่อคราวปฏิสังขรณ์ ได้ขุดพบใบเสมาจารึกอักษรโบราณที่หน้าพระอุโบสถอ่านได้ความว่า “คงพร่าง พ.ศ.๒๒๔๓” ดังนั้น วัดอ่างศิลาจึงน่าจะสร้างมาแล้วอย่างน้อยราวปี พ.ศ. ๒๒๔๓ ตรงกับรัชกาลพระเพทราชา สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
                 อุโบสถหลังที่สอง หรือ “วัดนอก” อยู่ถัดมาอีกฟากถนนในบริเวณวัด มีขนาดใหญ่กว่าวัดใน อุโบสถหลังนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังคาแบบจีน หน้าบันประดับเครื่องถ้วยเบญจรงค์ เป็นสถาปัตยกรรมลูกผสมไทย-จีน น่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น   ผนังภายในทั้งสี่ด้านเขียนภาพพุทธประวัติและมีจารึกชื่อผู้เขียนไว้เป็นภาษาขอมและภาษาไทยโบราณระบุชื่อ นายเอี่ยมและนายแดง ช่างเขียนจากวัดสามปลื้ม กรุงเทพฯ  (ประมาณอายุภาพเขียนคงวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔)
ภาพจิตรกรรมได้บันทึกภาพพุทธประวัติตั้งแต่เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่บนสวรรค์ จนกระทั่งจุติมาเกิดในมนุษยโลก ได้ทรงบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จออกสั่งสอนเวไนยสัตว์ จนกระทั่งเสด็จปรินิพพาน ลงท้ายด้วยการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุแก่นครต่าง ๆ
เป็นที่น่าเสียดายว่าเจดีย์ด้านหน้าอุโบสถหลังเดิมทั้งสามองค์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่คุณกมลศักดิ์ สรลักษณ์ลิขิต บรรยายไว้ใน เมืองโบราณ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นอย่างมาก
                 เจดีย์องค์ที่หนึ่ง มีลักษณะเจดีย์ทรงเครื่องแบบอยุธยา ฐานสิงห์มีลวดลายกลีบบัวรองรับทรงระฆัง มีการฝังชามกระเบื้องเบญจรงค์แบบจีนไว้ที่องค์ระฆังแปดเหลี่ยม ส่วนยอดทำเป็นบัวคลุ่มและปลี
                 เจดีย์องค์ที่สอง มีลักษณะคล้ายเจดีย์เพิ่มมุมทรงสี่เหลี่ยม ฐานสิงห์ ยังหลงเหลือลวดลายปูนปั้น “หน้าขบเกียรติมุข” (ราหู) ให้เห็นอยู่บ้าง ยอดเจดีย์หักหายไปเหลือเพียงปล้องไฉน
                 เจดีย์องค์ที่สาม มีรูปแบบแปลกกว่าองค์อื่น ๆ คือมีลักษณะคล้ายเจดีย์ทรงเครื่องอยุธยา มีลวดลายกลีบบัวโดยรอบสามชั้น มีซุ้มพระยืนแปดทิศรอบองค์ระฆัง
                 ปัจจุบันเจดีย์ทั้งสามได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่จนแทบไม่เหลือสิ่งที่คุณกมลศักดิ์ได้บรรยายไว้เมื่อปี ๒๕๔๕ เลย ปัจจุบันปี พ.ศ. ๒๕๕๒ (ระยะเวลาห่างกันเพียง ๗ ปี)
                 นอกจากนี้ภาพเจดีย์ ปี ๒๕๔๕ ก็ยังไม่ใช่เจดีย์ดั้งเดิมที่ น. ณปากน้ำ (ประยูร อุลุชาฎะ) (๒๕๒๐) ได้บันทึกไว้ในวารสารเมืองโบราณ “ศิลปแห่งเมืองศรีพะโลที่ชลบุรี”  ใจความว่า วัดอ่างศิลาจากหลักฐานภายในบริเวณวัดที่ยังคงปรากฏเหลืออยู่แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นวัดที่มีอดีตความเป็นมาอันเก่าแก่ย้อนขึ้นไปจนถึงสมัยช่วงปลายของกรุงศรีอยุธยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานซากสถาปัตยกรรม คือส่วนฐานของพระอุโบสถหลังเดิมซึ่งเหลือเพียงฐานล่าง และต่อมาได้มีการก่อสร้างวิหารหลังใหม่ทับลงไปบนฐานเดิม ทางด้านหน้าของตัววิหารยังคงเหลือเจดีย์สมัยอยุธยาเรียงรายกันอยู่ ๓ องค์ ซึ่งเจดีย์ดังกล่าวนี้ เป็นแบบอย่างที่นิยมสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าท้ายสระ  นอกจากนี้ส่วนฐานของเจดีย์องค์หนึ่งยังได้มีการทำปูนปั้นเป็นรูปครุฑแบก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นแบบหนึ่งของศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย
                 วัดอ่างศิลาเป็นโบราณสถานสำคัญ มีจารึกภาษาโบราณและเจดีย์เก่าเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ของการตั้งอยู่เป็นชุมชนของชาวอ่างศิลา น่าเสียดายที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้กำลังถูกกลืนด้วยค่านิยมการตกแต่งเจดีย์ด้วยกระเบื้องสีสวย กระจกสะท้อนแสงหลากสีและการฉาบเคลือบสีทอง  ผมไม่ต่อต้านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครับแต่ก็หวังว่าการบูรณะโบราณสถานใด ๆ ควรคงรูปแบบเดิมไว้ในมากที่สุด จะได้ไม่เป็นการทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์  การบูรณะที่ขาดความรู้ความเข้าใจและขาดจิตสำนึกการอนุรักษ์ มีแต่จะทำให้เจดีย์เหล่านี้เปลี่ยนรูปแบบไปตามกระแส  ห่างไกลจากรากเหง้าความเป็นจริง ไร้คุณค่า ห่างไกลจากคำว่าโบราณสถานโดยสิ้นเชิง
ภาพโบสถ์วัดในอ่างศิลาเมืองชลบุรี เมื่อ ๑๑๘ ปีก่อน เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ เป็นผู้ถ่ายภาพถ่ายเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๔
ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมานมัสการ คือ “ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ” ชมความงามถึงสถาปัตยกรรมประเพณีจีน รายละเอียด http://www.najathai.net
ก่อนกลับอย่าลืมอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นนะครับ แวะจับจ่ายซื้ออาหารแปรรูป อาหารทะเลสด เช่น หอยนางรม หอยหวาน หมึก ปูม้า ปูทะเล ปลาทะเล กุ้งทะเล  และของฝากขึ้นชื่อ เช่น ข้าวหลาม ขนมจาก ไปเป็นของฝากคนทางบ้าน เศรษฐกิจไทยจะได้คึกคักครับ
การเที่ยวชมย่านตลาดเก่าอ่างศิลา 133 ปี ในหนึ่งวัน นักท่องเที่ยวแต่ละคนคงได้รับประสบการณ์มาก-น้อยไม่เท่ากัน สำหรับผมแล้วการเดินชมตลาดเป็นประสบการณ์ที่สนุก ผมเก็บเกี่ยวความรู้รอบตัวจากการสนทนาซักถาม ความสุขเล็ก ๆ เกิดขึ้นเมื่อได้รับมิตรไมตรี, ได้สัมผัสอัธยาศัยไมตรีของเจ้าบ้านเจ้าถิ่น, ได้ลิ้มรสอาหารที่ต่างไปจากเมนูอาหารที่คุ้นเคย ได้อุดหนุนสินค้าจากแม่ค้าพ่อค้าที่เที่ยงตรง, ซื่อสัตย์และจริงใจ   อาคารไม้เก่า ๆ ที่ยังเหลืออยู่ขอให้อนุรักษ์ไว้นะครับ เพราะชื่อตลาดเน้นคำว่า “ 133 ปี” ทำให้คาดหวังจะได้เห็นอาคารบ้านเรือนเก่า ๆ คาดหวังว่าจะได้เดินชมบรรยากาศดั้งเดิม  แอบผิดหวังเล็กน้อย  ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคในเรื่องหาที่นั่งรับประทานอาหารที่ซื้อใส่ถุงมาบ้าง เรื่องสถานที่ถ่ายหนักเบาบ้าง ประหลาดใจกับป่าโกงกางในกำแพงอิฐบล็อกบ้าง หงุดหงิดกับการจราจรบ้าง แต่โดยรวมแล้วผมก็ประทับใจตลาดอ่างศิลาครับ   การเปิดดำเนินการช่วงแรกย่อมมีข้อทักท้วงติง ฝากผู้เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขและปรับปรุง เพื่อตลาดเก่าอ่างศิลาจะได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป     ขอเป็นกำลังใจให้ชาวชุมชนอ่างศิลา, เทศบาลตำบลอ่างศิลาและผู้ร่วมจัดทำโครงการตลาดเก่าอ่างศิลา 133 ปี ครับ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ศูนย์บริการคณะกรรมการตลาดเก่า “อ่างศิลา ๑๓๓ ปี” โทร. 038 398497
สำนักงานเทศบาลตำบลอ่างศิลา  โทร. 038 142100-4 http://www.angsilacity.go.th
 
 การเดินทางมาตลาดเก่าอ่างศิลา
ทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ มาชลบุรีและเข้าอ่างศิลา ได้หลายเส้นทาง
1. ทางหลวงพิเศษ (Motor Way) กรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา ก่อนถึงด่านพานทอง ให้ชิดซ้าย (ทางออกจันทบุรี) รอสัญญาณไฟให้เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 344  ตรงไป ก่อนที่จะเข้าถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3 ) ให้สังเกตป้ายบ้านเสม็ด -อ่างศิลา ให้เลี้ยวซ้าย ตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เมื่อเห็นห้างบิ๊กซี ให้ชิดขวา รอสัญญาณไฟและเลี้ยวขวา ตามป้ายบ้านเสม็ด-อ่างศิลา (ทางหลวงหมายเลข 3134 ) ตรงไป 5 กิโลเมตร ถึง ถนน อบต.บ้านเสม็ด เมื่อเจอสามแยกไฟแดง รอสัญญาณไฟ ให้เลี้ยวซ้าย ตรงไปจะพบวัดอ่างศิลา ให้นำรถไปจอดที่วัดก็ได้ หรือ ขับตรงไปจอดที่ โรงเรียนชลราษฎรอำรุง2  หรือตามโค้งถนนไปจอดที่บริเวณสะพานปลาอ่างศิลา 
2.  ใช้เส้นทางสายบางนา-ตราด ทางหลวงหมายเลข 34 เข้าสู่จังหวัดชลบุรี เข้าถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3 ) และเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3134  ตำบลเสม็ด – อ่างศิลา – เขาสามมุข
.
คำค้น:  from:ถนนพระราม 9 to:13.35221,101.004353 to:โรงเรียนชลราษฎรอำรุง 2 ตำบลอ่างศิลา เมืองชลบุรี
.
คำค้น:  from:ถนนบางนา-ตราด to:13.35221,101.004353 to:โรงเรียนชลราษฎรอำรุง 2 ตำบลอ่างศิลา เมืองชลบุรี
.

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อพ.ศ.2515 ประกาศเป็นอุทยานฯ เป็นลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า "ดอยหลวง" หรือ "ดอยอ่างกา"ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "ดอยหลวง" (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่)
ดอยอินทนนท์ อดีตกาลก่อนป่าไม้ทางภาคเหนืออยู่ในความควบคุมของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (องค์สุดท้าย) พระองค์ให้ความสำคัญกับป่าไม้อย่างมาก โดยเฉพาะป่าในบริเวณดอยหลวง ทรงรับสั่งว่า หากสิ้นพระชนม์ลงให้นำอัฐิบางส่วนขึ้นไปสร้างสถูปบรรจุไว้บนดอย ดอยนี้จึงมีนามเรียกขานว่า "ดอยอินทนนท์" แต่มีข้อมูล บางกระแสกล่าวว่า ที่ดอยหลวงเรียกว่า ดอยอินทนนท์ นั้น เป็นเพราะเนื่องจากว่าเป็นการให้เกียรติ เจ้าผู้ครองนคร จึงตั้งชื่อจากคำว่า "ดอยหลวง" ซึ่งเป็นชื่อที่มีความซ้ำกับดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว แต่ภายหลังมีชาวเยอรมัน มาทำการสำรวจและวัด ซึ่งปรากฎผลว่า ดอยหลวง หรือดอยอ่างกา ที่อำเภอแม่แจ่มมีความสูงกว่า ดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน และเรียกดอยแห่งนี้ว่า "ดอยอินทนนท์"
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ "ป่าสงวนแห่งชาติดอยอินทนนท์" ต่อมาได้ถูกสำรวจและจัดตั้งเป็นหนึ่งในสิบสี่ ป่าที่ทางรัฐบาลให้ดำเนินการเป็นอุทยานแห่งชาติซึ่งครั้งแรกกรมป่าไม้เสนอ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ให้มี พื้นที่ 1,000 ตร.กม. หรือประมาณ 625,000 ไร่ แต่เนื่องจากพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ อาศัยอยู่ก่อนหลายชุมชน จึงทำการสำรวจใหม่ และกันพื้นที่ที่ราษฎร อยู่มาก่อน และคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคตออก จึงเหลือพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 270 ตร.กม. หรือประมาณ 168,750 ไร่ ประกาศลงวันที่ 2 ตุลาคม 2515 และในวันที่ 13 มิถุนายน 2521 รัฐบาลประกาศพื้นที่เพิ่มอีกเป็น 482.4 ตร.กม. อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ มีความสูงจากระดับน้ำทะลปานกลาง 400-2,565.3341 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยสำหรับวัตถุประสงค์ในการกำหนดที่ดินให้ เป็นอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมวด 1 มาตรา 6


การเดินทางดอยอินทนนท์


การเดินทางไปดอยอินทนนท์ : ระยะทางจากตัวเมืองขึ้นไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ ประมาณ 106 กม. โดยเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่ - จอมทอง ถึงหลักกม.ที่ 57 ก่อนถึงอำเภอจอมทอง 1 กม. แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง 48 กม. ถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ค่อนข้างสูงชัน ผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว รถจะต้องมีสภาพดี ผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว สามารถเช่ารถสองแถวที่น้ำตกแม่กลางได้ ส่วนการนำรถขึ้นไปเองนั้น จะต้องเสียค่าผ่านทาง ตรงด่านตรวจและจำหน่ายบัตรค่าธรรมเนียมบริเวณหลักกม.ที่ 8 ทางอุทยานฯ มีที่พักไว้บริการนักท่องเที่ยว สนใจติดต่อจองล่วงหน้าที่ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ โทร.579-5734, 579-7223

ที่พักดอยอินทนนท์



ชื่อโรงแรมระดับราคา
ทัชสตาร์ รีสอร์ท เชียงใหม่

ทัชสตาร์ รีสอร์ท เชียงใหม่

130/1 หมู่บ้านห้วยขาว ถนนจอมทอง-อินทนนท์ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง
ที่ตั้ง เชียงใหม่
3.0
1,350 จองห้องพัก
ลิตเติ้ลโฮม อินทนนท์ รีสอร์ท

ลิตเติ้ลโฮม อินทนนท์ รีสอร์ท

11/1 บ้านน้ำตกแม่กลาง ต. บ้านหลวง อ.จอมทอง
ที่ตั้ง เชียงใหม่
3.0
700 จองห้องพัก
อินทนนท์ ไฮแลนด์

อินทนนท์ ไฮแลนด์

297 หมู่ 20 กม.7 ถ.จอมทอง-ดอยอินทนนท์ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง
ที่ตั้ง เชียงใหม่
3.0
1,283 จองห้องพัก

ตลาดน้ำมหานคร

ตลาดน้ำมหานคร สุวรรณภูมิ-ลาดกระบัง


"อาณาจักรการค้า มหานครแห่งสายน้ำ ตามรอยวิถีวัฒนธรรมไทย ความภาคภูมิใจแห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ฟังแล้วคงจะเป็นสโลแกนของตลาดน้ำที่นี่ บนพื้นที่ริมถนนสายอ่อนนุช-ลาดกระบัง ติดกับคลองจระเข้น้อยและคลองประเวศบุรีรมย์คือที่ตั้งของ "ตลาดน้ำมหานคร" ตลาดน้ำที่มีแนวคิดความเป็นมหานครมาเป็นตัวชูโรงด้วยการแบ่งพื้นที่ตลาดออกเป็นโซนๆ โดยแต่ละโซนได้ตั้งชื่อตามพระราชวังต่างๆ ในประเทศไทย

พื้นที่ภายในแบ่งออกเป็น 5 โซนด้วยกันคือ
โซนพระราชวังไกลกังวล - โซนนี้จะเป็นแหล่งรวมอาหารเลิศรส มากกว่า 80 ร้านค้าที่คุณจะประทับใจไปกับอาหารหลากหลายมากมายที่คัดสรรแต่ของอร่อยมาให้เลือกชิมกัน
โซนพระราชวังพญาไท - ที่นี่ไม่ได้มีแต่ของกินเท่านั้นนะโซนนี้จะเป็นพื้นที่ของเสื้อผ้า แฟชั่นทันสมัย เครื่องประดับ จิวเวอรี่ ฯลฯ มากมายให้เลือกช้อป
โซนพระราชวังบางปะอิน - ทรงเสน่ห์ไปด้วยกาแฟ ที่จะให้ถนนสายนี้หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นของกาแฟสดๆ มีทั้งธุรกิจบริการ ทัวร์ต่างๆ หรือแลกเปลี่ยนเงินตราที่นี่ก็มี
โซนพระราชวังบ้านปืน - เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ศูนย์รวมงานศิลปะและงานไอเดียต่างๆ ใครที่รักการแต่งบ้าน ไม่ควรพลาดเด็ดขาด
โซนพระราชวังสนามจันทร์ - พื้นที่ที่เป็นศูนย์รวมของฝาก ของที่ระลึก ความภูมิใจในความเป็นไทย

นอกจากร้านรวงต่างๆ แล้ว ที่นี่ยังมีโชว์การแสดงศิลปะวัฒนธรรมของไทยอีกด้วย ซึ่งจะแบ่งงออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ
- Weekend Show
โชว์พิเศษทุกเสาร์-อาทิตย์-วันหยุดราชการ ณ อาคารการแสดงซึ่งสามารถจุผู้ชมได้มากกว่า 1,500 คน อาทิ การแสดงช้างแสนรู้ คอนเสิร์ตศิลปินดังจากลูกทุ่งมหานคร ละครเวที (มหานครย้อนวันวาน) ฯลฯ
- Daily Show
โชว์ทางน้ำในรูปแบบเรือเพลง-เรือวัฒนธรรมแห่งแรกที่ไม่เหมือนใคร ไม่มีใครเหมือน เทียบทุกท่า มาทุกเวลาที่คุณต้องการ พร้อมโชว์ 6 แบบ 6 ช่วงเวลาไม่มีซ้ำ บรรยากาศสุนทรีย์ ริมน้ำทุกวัน
- 1 Mount 1 Province
โชว์พิเศษที่เดินทางมาจากแหล่งศิลปะวัฒนธรรมต้นฉบับที่จะหมุนเวียนมาทำการแสดงพร้อมกับงานแสดงสินค้าของดีทั้ง 76 จังหวัด จาก 76 เจ้าเมืองทั่วประเทศ

บริการพิเศษ
- เรือนำเที่ยวคลองประเวศบุรีรมย์ไปบางปะกง ทุกๆ วัน วันละ 12 รอบ
- เรือโดยสารจากโครงการไปพระขโนงและจากโครงการไปบางปะกง





เที่ยวที่เดียวแต่ได้ครบทุกอย่างทั้ง ช้อป กิน เที่ยวมการแสดงแบบนี้ จะหาที่ไหนได้อีก ใครยังไม่เคยไปแนะนำว่าต้องลองไปดูสักครั้ง ใครจะไปรถยนต์ยนส่วนตัวก็ได้ สะดวกดี จำชื่อไว้ถนนสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) คือเส้นทางที่คุณต้องเลี้ยวรถเข้าไป เข้ารถตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 9 กิโลเมตร สังเกตซ้ายมือไว้ เจอโรงพยาบาลลาดกระบังเมื่อไร เลยไปอีกนิดก็จะถึงตลาดน้ำมหานครแล้ว ที่นี่มีที่จอดรถให้ รองรับรถได้สูงสุดถึง 1,000 คัน ถ้าที่จอดรถเต็มสามารถไปจอดรถได้ที่ สน.จรเข้น้อยฝั่งตรงข้ามได้เช่นกัน มีรถรับส่งถึงตลาดน้ำเลย แต่ใครที่อยากไปด้วยรถโดยสารประจำทางแล้วละก็สามารถใช้บริการได้หลายสายด้วยกัน คือ ปอ. 549, ปอ.550, ปอ.551, ปอ.554, ปอ.555, ปอ.559 ทั้งหมดนี้ให้ลงรถที่ถนนลาดกระบัง-อ่อนนุช จากนั้นต่อรถประจำทางสาย 517,413 หรือสาย 1013 ซึ่งจะผ่านหน้าตลาดพอดี